ติดต่อเรา 02-390-1062-3

ประเด็นสิ่งแวดล้อมกับโลกภาพยนตร์

สมาคมอัสสัมชัญ > Online Magazine > ประเด็นสิ่งแวดล้อมกับโลกภาพยนตร์

โดย อภิภพ พึ่งชาญชัยกุล AC109  รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับภาพยนตร์ที่พึ่งทุบสถิติมากมาย และสร้างกระแสต่างๆไปทั่วอย่าง Avengers: Endgame (2019) ซึ่งเป็นภาคต่อจาก Infinity War (2018) นั้น ฉากต่อสู้บู้ล้างผลาญที่เป็นจุดขายสำคัญของเรื่องราวแบบซุปเปอร์ฮีโร่ อาจจะทำให้เกิดหลงลืมกันไปก็ได้ว่า เรื่องทั้งหมดนั้นมาจากประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมบริโภคนิยมของมนุษย์ (และมนุษย์ต่างดาว) จนทำให้เกิดวิกฤตอันเป็นภัยต่อการอยู่รอดของโลก (และจักรวาล) จนทำให้พ่อมหาวายร้าย “ธานอส” ต้องออกมาหาทางลดจำนวนประชากรของจักรวาลลงไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งถ้าคิดในแง่ของการแก้ไขปัญหาล้วนๆ (โดยไม่นำเรื่องสิทธิมนุษยชนมาเกี่ยวข้อง) ก็ต้องถือว่าเป็นการลงมือได้ตรงจุดเลยทีเดียว

ในข้อตกลง COP 21 ในการประชุมสหประชาชาติ ณ กรุงปารีส เมื่อปี 2015 ซึ่งมีสาระสำคัญกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไว้ที่ 2 องศา อันเป็นตัวเลขที่นักวิทยาศาสตร์ด้กล่าวไว้ว่า หากเกินจากนี้ไปแล้วที่ 3 องศานั้น “เราจะไม่สามารถย้อนกลับหรือหยุดยั้งกระบวนการโลกร้อนได้อีกต่อไป” ได้มีการศึกษามากมายที่ทำนายไว้ว่า เมื่อถึงเวลานั้นโลกจะเป็นอย่างไร เปลี่ยนไปขนาดไหน มนุษย์จะอยู่กันอย่างไร ซึ่งประเด็นเหล่านี้ได้ถูก Hollywood นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ไว้หลายเรื่อง วันนี้เราจะมาดูกันว่าเป็นเรื่องอะไรบ้างซัก 5-6 เรื่อง และพูดปัญหาสิ่งแวดล้อมกันอย่างไร…

เรื่องแรกที่นึกถึงคือ The Day After Tomorrow (2004) ที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศโลกอย่างชัดเจน อุณหภูมิที่เปลี่ยนไปจากการที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เป็นเหตุให้การไหลเวียนของมหาสมุทรเปลี่ยนแปลง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จนทำให้ซีกโลกเหนือกลายเป็นยุคน้ำแข็งภายในเวลาข้ามคืน ประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ทั้งอเมริกา และยุโรป ต้องอพยพลงใต้ เพื่อพึ่งพิงประเทศกำลังพัฒนา

มาต่อกันด้วยเรื่องที่สอง Interstellar (2014) ถึงเรื่องนี้จะออกไปไกลในอาวกาศเดินทางข้ามจักรวาล และว่ากันถึงภารกิจการตามหาดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่มนุษย์สามารถย้ายไปอยู่กันได้ แต่ต้นตอทั้งหมดก็มาจากการที่โลกมนุษย์เกิดภัยภิบัติจนไม่สามารถอยู่อาศัยกันได้ ซึ่งสิ่งที่ภาพยนตร์ฉายให้เห็นคือการเกิดภายุทรายอย่างหนัก อากาศร้อนครอบคลุมโลก พืชที่ปลูกได้เพื่อเป็นอาหารก็มีแต่ข้าวโพชตัดแต่งพันธุ์กรรมเท่านั้น

ข้ามฟากจากค่ายMarvelที่เกริ่นไว้ตั้งแต่แรก มาที่ฝั่งDC ในเรื่องที่สาม ภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่อย่าง Aquaman (2018) ก็ยังลากเอาประเด็นฮ๊อตฮิตติดลมทะเล อย่างเรื่อง “ขยะในทะเล” มาเป็นเหตุผลที่ King Orm กษัตริย์แห่งแอตแลนติส ซึ่งเป็นน้องชายต่างมารดาของ Aquaman จะใช้เปิดศึกกับมนุษย์โลกโดยกล่าวว่า “The oceans have suffered at the hands of humans above land whose rampant pollution keeps killing the seas and its kingdoms below.” โดยในเรื่องมีใส่ภาพของขยะทะเลมาให้ได้เห็นแว๊บๆอยู่ด้วย

เรื่องที่สี่นี่ขอพากลับมายังพื้นโลกเพื่อไปดูไตรภาค (แต่ 4 ตอน) ของภาพยนตร์ที่สร้างจากนวนิยายขายดีอย่าง The Hunger Games (2012, 2013, 2014 และ 2015) ณ อนาคตของประเทศที่เราเรียกว่า The Nation of Panem ซึ่งเป็นประเทศสมมุติที่ตั้งขึ้นในดินแดนที่ปัจจุบันคือสหรัฐอเมริกา ซึ่งล่มสลายไปแล้วหลังจากสงครามกลางเมือง อันเกิดจากเหตุที่รัฐต่างๆแก่งแย่งทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดเพราะปัญหาสิ่งแวดล้อม และดูเหมือนในโลกทั้งใบจะเหลือเพียงแผ่นดินแห่งนี้เท่านั้นที่ยังมีมนุษย์เหลืออยู่ ในเรื่องประเทศจะถูกแบ่งออกเป็น 12 เขต เพื่อแบ่งหน้าที่กันทำเช่น เขตที่เป็นป่าไม้ เขตที่ทำการประมง หรือเขตที่ทำเหมือง โดยได้รับจัดสรรปัจจัย และทรัพยากรในการดำรงชีพอย่างจำกัด แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นเพื่ออุ้มชูลังคมของเมืองศูนย์กลางที่กินอยู่หลับนอนอย่างสะดวกสบาย เราจะสามารถเห็นได้ว่า เทคโนโลยีอันล้ำสมัยของประเทศที่มี และหลงเหลืออยู่ ไม่อาจแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ทัน จึงทำให้เกิดโลกแบบในภาพยนตร์ขึ้นมา

เรื่องที่ห้า ก็ขอเล่นใหญ่นิดนึงนะครับ Avatar (2009) ภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาล ที่กวาดรายได้ไปถึงสองพันเจ็ดร้อยล้านเหรียญ (เกือบๆแปดร้อย ขาดไปนิดหน่อย) ก็มีแตะประเด็นสิ่งแวดล้อมอยู่เช่นเดียวกัน เพราะเหตุที่มนุษย์ตัองดั้งด้นไปไกลถึงดาวPandoraตามท้องเรื่องนั้นก็เพราะการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ อันนำมาซึ่งวิกฤตพลังงานในโลก ตามคำบรรยายของภาพยนตร์ที่ว่า

“In 2154, humans have depleted Earth’s natural resources, leading to a severe energy crisis. The Resources Development Administration (RDA for short) mines for a valuable mineral — unobtanium — on Pandora, a densely forested habitable moon orbiting the gas giant Polyphemus in the Alpha Centauri star system.”

แต่สุดท้ายมนุษย์ที่เดินทางไปไกลสุดจักรวาล ก็วนกลับมาตรงจุดเดิมที่จ้องมองแต่ตัวเองจนลืมนึกถึงสิ่งแวดล้อมอีกจนได้ และต้องการที่จะทำลายดวงดาวอันสวยงาม ดวงดาวที่มีทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ ที่ชนพื้นเมืองเจ้าของดวงดาวยินดีที่จะแบ่งปัน อย่างไม่เคารพ เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ธาตุที่ให้พลังงานเหล่านั้น

ปิดท้ายด้วยเรื่องที่หกกับ Inferno (2016) ที่สร้างจากนวนิยายขายดีในชื่อเดียวกันของ Dan Brown (ที่ทุกคนน่ารู้จักดีจาก The Da Vinci Code (2006)) เป็นเรื่องที่แตะประเด็นสิ่งแวดล้อมแบบแรงๆเลยทีเดียว เมื่อ ศ.โรเบิร์ต แลงดอน (แสดงโดย Tom Hank) ต้องหาทางหยุดยั้งมหาเศรษฐี/นักวิทยาศาสตร์ ที่มีความคิดจะจัดการต่อการเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ และถึงจุดที่เป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ ตามเชื่อของนักวิทยาศาสตร์คนดังกล่าวที่ว่า “There is a switch. If you throw it, half the people on earth will die, but if you don’t, in 100 years, the human race will be extinct.” โดยการปล่อยเชื้อไวรัสที่จะทำให้ 1 ใน 3 ของมนุษย์เป็นหมันโดยการสุ่มไป 2-3 รุ่น ซึ่งจะทำให้เกิดสมดุลขึ้นบนโลก โดยผู้กระทำมองว่าตัวของเขาเองนั้นมีความรับผิดชอบ หรือเป็นผู้มีหน้าที่ดังกล่าว เพราะเป็นผู้ถือครองภูมิปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาของโลก และเขาเองก็เชื่อว่า “ถ้าเขาเพิกเฉยเสีย นั้นคือความผิดบาปอย่างมหันต์” ดังเช่นคำพูดของดัวละครนี้ที่กล่าวไว้ว่า “The darkest places in hell are reserved for those who maintain their silence at times of crisis.” การกระทำดังกล่าวเป็นวิธีการที่นุ่มนวล และโหดร้ายน้อยกว่า การเลือกที่จะไม่ฆ่า แต่จำกัดการเพิ่มที่รวดเร็วโดยขาดการควบคุมวางแผนแทนเท่านั้นเอง

จริงๆแล้วก็ยังมีภาพยนตร์อีกมามายหลายเรื่องที่แตะถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมอยู่ มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ที่ผู้สร้างให้ความสำคัญ หรือจับประเด็นในแง่ไหนได้ บางเรื่องใช้เป็นประเด็นหลัก หรือบางเรื่องอาจเป็นแค่ประเด็นรองเพื่อรองรับเหตุผลในการเดินเรื่องในประเด็นอื่น หรือเป็นเพียงสถานการณ์ที่ต้องผลักดันให้เรื่องราวต้องทำอะไรอย่งใดอย่างหนึ่ง แต่เราก็ไม่อาจจะปฎิเสธได้แล้วว่า เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นได้เข้ามาอยู่ใกล้ตัวของเรามากขึ้นจนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป ซึ่งก็อาจจะกล่าวปิดท้ายไว้ ณ ที่นี้ได้อย่างคำสุภาษิตที่ว่า “ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูตัว” หรือในที่นี้ก็คือ “ย้อนดูโลก” กระมัง!

 

Could Just One Degree Change the World ? :