ติดต่อเรา 02-390-1062-3

เปิดมุมมองชีวิตสุภาพบุรุษ “ประเวศวุฒิ ไรวา”

สมาคมอัสสัมชัญ > Online Magazine > เปิดมุมมองชีวิตสุภาพบุรุษ “ประเวศวุฒิ ไรวา”

เรื่องโดย ครองขวัญ รอดหมวน

S&P ถือเป็นอีกหนึ่งร้านอาหารและเบเกอร์รี่ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ด้วยสโลแกนที่คุ้นจนติดหูว่า “S&P ชื่อนี้มีแต่ของอร่อย” เริ่มดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 2516 จากร้านไอศครีมเล็ก ๆ หัวมุมในซอยประสานมิตร จนเติบโตและกลายมาเป็นร้านอาหารและเบเกอร์รี่ชื่อดัง มีสาขากระจายอยู่กว่าห้าร้อยสาขา ภายใต้การขับเคลื่อนจากพี่น้องๆตระกูลไรวา ซึ่งหนึ่งในกำลังหลักสำคัญคนหนึ่งก็คือ “ประเวศวุฒิ ไรวา” (อัสสัมชนิกเลขประจำตัว 20639 รุ่น 85) รองประธานกรรมการบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ด้วยหลักคิดในการทำงาน ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคำว่า “คุณธรรม และความไม่ประมาท” ผ่านการปลูกฝังให้พนักงานทุกคนของ S&P คำนึงถึง 3 สิ่งสำคัญ นั่นคือ คุณภาพ คุณค่า และคุณธรรม

 

สุภาพบุรุษ “ประเวศวุฒิ” เริ่มต้นเล่าความเป็นมาก่อนจะมาเป็น S&P อย่างที่ทุกคนรู้จักกันในทุกวันนี้ว่า “ธุรกิจ S&P นั้น เกิดขึ้นหลังจากคุณพ่อเสีย จากที่ก่อนหน้านี้ครอบครัวมีธุรกิจมากมายหลายอย่าง ทั้งธุรกิจประกัน ธุรกิจโรงเรียน ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจโรงงาน เป็นต้น ซึ่งช่วงที่คุณพ่อเสียถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เพราะธุรกิจที่คุณพ่อทำไว้ ก็ค่อยๆเลิกไปหมด!”

ยอมรับว่าช่วงแรกค่อนข้างลำบาก แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อทิ้งไว้ให้ ซึ่งมันไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง แต่เป็นเรื่องคุณงามความดี ที่คอยโอบอุ้มครอบครัว ทุกคนที่รู้จักต่างก็ให้ความช่วยเหลือพวกเราพี่น้องเป็นอย่างดี ตรงนี้เกิดจากสิ่งที่คุณพ่อสร้างไว้ทั้งสิ้น ด้วยการยึดมั่นในหลักการของคำว่า “คุณธรรม ความถูกต้อง” เพราะไม่เคยมีสักครั้งที่คุณพ่อทำไม่ถูก จุดนี้กลายมาเป็นข้อคิดสำคัญของผมอย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมี “คุณธรรม” นั่นจะเป็นเครื่องหมายในการสร้างความยั่งยืนให้กับครอบครัว

 

ในชีวิตผม มีหนึ่งคำที่จำได้อย่างแม่นยำและยึดถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด นั่นคือคำสอนของคุณพ่อที่ว่า “มือของผู้ให้ ย่อมสูงกว่ามือของผู้รับเสมอ” ยอมรับว่าตอนแรกผมยังไม่เข้าใจ แต่สุดท้ายก็รู้ว่าสิ่งที่คุณพ่อกำลังบอกคือ คนที่ให้จะมีจิตใจที่สูงส่ง ตรงนี้มันช่วยยกระดับจิตใจได้ และผมยึดถือใช้ในการทำงานด้วย

จนในที่สุด S&P ก็เกิดขึ้น จากความร่วมมือของพี่น้อง6 คนช่วยกัน ประกอบกับครอบครัวเคยทำธุรกิจโรงแรมมาก่อน จึงมีอุปกรณ์จำนวนมากที่เหลืออยู่ตอนเลิกกิจการ น้องสาวของผมจึงคิดเอาอุปกรณ์พวกนี้มาใช้ประโยชน์ จนเกิดมาเป็นร้านไอศครีมเล็กๆ ในซอยประสานมิตร ภายใต้ชื่อ “S&P ICE-CREAM CONNER” จากเงินทุนของพี่น้องทุกคน คนละ 25,000 บาท ด้วยความรู้ที่พอมีอยู่บ้างจากการบริหารร้านอาหารและโรงแรมมาก่อน โดยเปิดขายในช่วงแรก ๆ มีรายได้เข้ามาประมาณ 700-800 บาทต่อวัน

 

“ประเวศวุฒิ” เล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า แรกเริ่มเดิมที ครอบครัวผมไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำร้าน S&P จนกลายมาเป็นธุรกิจเหมือนในปัจจุบันนี้ ยอมรับว่าทั้งหมดเริ่มต้นมาจากความสนุก เพราะทุกคนมีอาชีพหลักกันเกือบหมดแล้ว แต่ด้วยความที่มีพี่น้องหลายคน ทุกคนตั้งใจ ร่วมมือช่วยกัน แม้ว่าในช่วงที่ทำธุรกิจจะมีความขัดแย้งทางความคิดกันบ้าง แต่ทุกคนก็รับฟัง และเคารพในความคิดของกันและกัน ซึ่งทุกครั้งที่มีความเห็นไม่ตรงกัน ก็จะมีการพูดคุยกัน จนได้ข้อสรุปที่ตกลงร่วมกันได้ จนทำให้ธุรกิจเติบโตและประสบความสำเร็จมาเรื่อยๆ

S&P เริ่มต้นจากพี่ๆ น้องๆ ช่วยกัน ดังนั้น ชื่อแบรนด์จึงมาจากตัวย่อภาษาอังกฤษของพี่น้องในครอบครัว และด้วยความโชคดีที่พวกเราเป็นคนมีเพื่อนเยอะ พอทุกคนรู้ว่าครอบครัวผมมาเริ่มทำธุรกิจร้านไอศครีม ก็พากันมาอุดหนุน โดยความต้องการของครอบครัวผมตอนนั้น คืออยากทำให้ร้าน S&P เป็นเหมือนร้านคอฟฟี่ช็อป เหมือนที่อยู่ตามโรงแรม แต่ราคาไม่แพง ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

หลังจากเปิดขายได้ 1-2 ปี พี่สาวคนโตก็เสนอว่าควรจะมีธุรกิจอาหารเพิ่มเติมเข้ามาด้วย จากก่อนหน้านี้เริ่มมีธุรกิจเค้กตามมาแล้ว หลังจากนั้นก็มีธุรกิจเบเกอร์รี่ตามมาในที่สุด ธุรกิจถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยหลังจากเปิดร้านได้ 5-6 ปี ก็เริ่มมีความคิดที่จะขยับขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยมีโจทย์ 2 ข้อ คือ 1.ขยายร้าน โดยการหาที่ตั้งใหม่ และ 2. ขยายสาขา ก่อนที่จะได้ข้อสรุปที่ว่า “ขยายสาขา” นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งแรกในการพัฒนาและยกระดับธุรกิจดังกล่าว โดยสาขาที่สองของ S&P คือ “สยามสแควร์”

“ประเวศวุฒิ” เล่าอีกว่า S&P มีวิวัฒนาการด้านธุรกิจอย่างต่อเนื่อง หลังจากขยายสาขาแล้ว ก็เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆเพิ่มขึ้น นั่นคือเค้กรูปการ์ตูน ต้องยอมรับว่าสมัยนั้นเป็นอะไรที่ใหม่มาก และ S&P ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ดีจนเรียกว่าผลิตไม่ทัน หลังจากธุรกิจเริ่มเติบโตไปอีกขั้น ในที่สุดก็เริ่มมีโรงงาน และขยายสาขาเพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบัน

 

อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ S&P ประสบความสำเร็จ นอกจากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดแล้ว ก็คือ “การทำมาร์เก็ตติ้ง” เรียกได้ว่า S&P น่าจะเป็นแบรนด์ร้านอาหารและเบเกอร์รี่เจ้าแรกๆ ของประเทศไทยที่เริ่มมีการทำมาร์เก็ตติ้ง ด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก นั่นคือ การซื้อโฆษณาผ่านวิทยุ และกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานความอร่อย ของ S&P กับสโลแกนที่ว่า “S&P มีแต่ของอร่อย” สโลแกนนี้ถูกใช้มากว่า 40 ปี ก่อนจะมีการปรับปรุงใหม่ในช่วงหลัง จนติดหูในปัจจุบันว่า “S&P ชื่อนี้มีแต่ของอร่อย

“Packaging” เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ S&P ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาเรื่องนี้ ทำมาเรื่อยๆ ล้มลุกคลุกคลาน เริ่มต้นจากความไม่รู้ ทำจนรู้ จนในที่สุดแบรนด์ S&P ก็กลายมาเป็นแบรนด์ต้นๆ ของประเทศที่มีดีไซด์ packaging สวยงาม สะดุดตา ทั้งหมดเกิดจากความสนใจส่วนตัวของ “ประเวศวุฒิ” ที่ใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ เหล่านี้

 

“ประเวศวุฒิ” ขับเคลื่อน S&P จนมาถึงจุดที่ต้องส่งต่อธุรกิจให้อีกรุ่นมาสานต่อ พร้อมเปิดมุมมองเกี่ยวกับธุรกิจอาหารว่า ปัจจุบันการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นเป็นผลมาจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงาน กลุ่มคนที่ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่ ก็หันมาหาธุรกิจอาหาร เพราะยุคนี้ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านก็สามารถขายอาหารได้ ธุรกิจอาหารจึงมักถูกมองเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นง่ายและนั่นเองเป็นอีกหนึ่งเหตุผลให้ธุรกิจอาหารไม่ใช่มีแต่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่อีกต่อไป

ธุรกิจอาหารในยุคใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก และด้วยปัจจัยหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปนี่เอง เป็นผลให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ต้องแบกต้นทุนที่สูงขึ้น การปรับตัวจึงกลายมาเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่ง S&P ก็ทำในจุดนั้นเช่นเดียวกัน

 

ธุรกิจต้องปรับตัว S&P ก็ต้องปรับตัวด้วยเหมือนกัน ทุกอย่างถูกดิสรัปไม่ใช่แค่ธุริจ แต่รวมไปถึงความคิด และพฤติกรรมของผู้บริโภค ถ้าธุรกิจไม่มีการปรับตัวก็อยู่ไม่ได้ การทำธุรกิจทุกวันนี้ต่างจาก 10-15 ปีก่อนมาก เมื่อก่อนใครถามผมว่าธุรกิจอาหารเป็นอย่างไร ผมมักจะแนะนำให้ไปลองทำเสมอ เพราะธุรกิจมันสว่าง สดใสมาก แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน ปัจจัยหลายอย่างเปลี่ยนไปเยอะ ธุรกิจอาหารไม่ได้เปลี่ยนเพราะคนไม่กิน แต่เปลี่ยนเพราะพฤติกรรม และเทคโนโลยี นี่จึงเป็นที่มาของธุรกิจ “ดิลิเวอร์รี่” ที่เกิดขึ้นที่ S&P

จากปัจจัยเสี่ยงทั้งในเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และคู่แข่งในธุรกิจที่มีมากขึ้น “ประเวศวุฒิ” ยอมรับว่า เหล่านี้มีผลต่อยอดขายของ S&P โดยเฉพาะธุรกิจเบเกอร์รี่ ขณะที่ธุรกิจอาหารยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าห่วงในการทำธุรกิจหลังจากนี้ แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่ารุ่นต่อไปจะยังสามารถบริหารงาน และพา S&P ให้เติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง

 

“ประเวศวุฒิ” เคยอยู่ในจุดที่ผ่านทั้งมรสุม และปัญหาต่างๆ ก่อนจะนำพาให้ S&P แข็งแกร่งได้อย่างทุกวันนี้ ด้วยมุมมองความคิดที่ไม่เหมือนคนอื่น กับการมองปัญหาแบบ 360 องศา เพราะคำถามไม่ได้ต้องการเพียงคำตอบเดียว ปัญหาก็ไม่ได้มีแค่ทางออกเดียวเช่นกัน

“เวลาเจอปัญหา ผมจะคิดอีกทางออกเผื่อเอาไว้เสมอ ผมไม่ได้มองแค่ว่า ทำไมเวลาผมเจอปัญหานี้ แล้วผมจะต้องแก้ปัญหาแค่แบบนี้ ผมแก้ปัญหาแบบอื่นไม่ได้ ผมว่าทุกอย่างอยู่ที่เรา ว่าจะมองอย่างไรมากกว่า ซึ่งผมจะมีประโยคที่มักจะยึดไว้ใช้เวลาหาทางออกของปัญหาว่า THERE ARE THOSE WHO LOOK AT THINGS THE WAY THEY ARE, AND ASK WHY… I DREAM OF THINGS THAT NEVER WERE, AND ASK WHY NOT?” ซึ่งเป็นคำกล่าวของ Rebert Kennedy (ซึ่งได้แรงบัลดาลใจมาจากงานเขียนของ George Bernard Shaw อีกที)

นอกจากจะเป็นสุภาพบุรุษที่ทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างเต็มที่แล้ว “ประเวศวุฒิ” ก็เต็มที่กับครอบครัวด้วยเช่นกัน การแบ่งเวลาให้ถูกต้องเป็นเรื่องที่ดี “ตอนอยู่ที่ทำงาน ผมก็จะทำงาน ทำอย่างเต็มที่ โฟกัสที่งาน แต่เวลาผมอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว โฟกัสทั้งหมดของผมคือครอบครัว แบ่งเวลาของชีวิตให้ถูกเราก็จะมีความสุข ชีวิตคนเราไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ แค่มีความพอใจในชีวิต ความสุขก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆเอง”

อีกเรื่องหนึ่งที่เหล่าอัสสัมชนิกอาจจะไม่รู้คือ พี่หน่อย-ประเวศวุฒิ เป็นคุณพ่อของน้องเนม-ปราการ ไรวา นักร้องนำแห่งวงเก็ตสึโนวา (Getsunova) เจ้าของเพลงดัง “ไกลแค่ไหนคือใกล้” ที่มียอดวิวในYoutube รวมๆกันในหลายเวอร์ชั่นกว่า 300 ล้าน และเพลงฮิตอื่นๆอีกมากมาย

ไกลแค่ไหน คือ ใกล้ :